วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

น้ำหมักคาโบซุ


คาโบซุที่บ้านมีเยอะมาก กินไม่ไหวก็เลยทำซอสพอนซึไปแล้ว
แต่ยังมีเหลือเยอฉันว่าจะเอาไปหมัก
เพราะไม่มีสารพิษใช่ได้ทั้งผล และ เปลือก


การทำน้ำหมักผลไม้กำลังนิยมที่เมืองไทยใช่ไหม
ที่ญี่ปุ่นก็เหมือนกัน
แต่วิธีคงไม่เหมือนนะ
ที่ญี่ปุ่นเราจะไม่ใส่น้ำ ใช้แต่ผลไม้ หรือ ผัก กับ น้ำตาลทรายเท่านั้น
(ผลไม้ หรือ ผัก:น้ำตาลทราย = 1:1, เช่น 1kg : 1kg)
วิธีทำคือล้างผลไม้ให้สะอาด และ หันเป็นชิ้นเล็กๆ
คลุกกับน้ำตาลก็เสร็จ
เปิดฟ้านิ่ดๆ เพราะว่าเอนไซม์กำลังหายใจอยู่


ใช้มือสะอาดคลุกวันละ 2-3 ครั้ง 
เค้าบอกว่ามือมีสิ่งที่กระตุ้นการหมักเร็วขึ้น


2-3 วันก็เกิดฟอง แล้วแต่อากาศ 
แต่ประมาณ 7-14 วันก็มีฟองเยอะก็ดื่มได้แล้ว
กรองแล้ว ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น
ผสมกับน้ำโซดาจะอร่อยมากนะ

(น้ำตาลแดงจะใช้เวลานานถึงมีฟอง)
(น้ำตาลจะเปลียนเป็นกลูโคสก็ไม่ต้องเป็นห่วงกับมีน้ำตาลเยอะ)
 





วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

น้ำมันสำหรับผม


นี่น้ำมันคามิเลีย (Tsubaki) กับ น้ำมันมะพร้าว
คนญี่ปุ่นสมัยก่อนใช้น้ำมันคามิเลียสำหรับผม
จะช่วยบำรุงผม เงางาม เรียบ นุ่มลื่น มีน้ำหนัก 
คามิเลียของเกาะอิซุโอชิมะ (ซึ้งเพิ่งโดนพายุไต้ฝุ่นวิภาพังยับ) มีชื่อเสียงมาก 
ที่เมืองไทยมีแชมพู Tsubaki ขายจาก Shiseido คุณก็คงรู้จักกันนะ
 ถ้าเป็นน้ำมันคามิเลีย 100% ใช่แค่ 1-2 หยด หลังสระผมก็พอ

เดียวนี้คนไม่ค่อยใช้กัน เพราะว่าสมัยนี้มีที่ให้เลือกเยอะ 
แต่ฉันยังใช้อยู่ รู้สึกดี เพราะไม่มีอะไรเคมีผสม
ส่วนคนไทยใช้น้ำมันมะพร้าวนะ
ขวดนี้ฉันซื้อที่เชียงใหม่ เป็นออร์แกนิค และ สกัดเย็น
ก็ใช้ดีเหมือนกัน แต่ถ้าอากาศเย็นมันแข็งอย่างรุปนี้
มันสีขาว ไม่ได้เป็นน้ำ ถ้าอุณหภูมิไม่ถึง 20 องศามันจะแข็ง
ก็เลยที่ญี่ปุนใช้ได้แค่หน้าร้อนนิ่ดๆ 
หน้าหนาวที่เชียงใหม่ก็เช่นกันนะ ใช้ไม่ได้
น้ำมันมะพร้าวคงเหมาะสมที่ที่ผลิต (ภาคกลาง และ ภาคใต้)
และ น้ำมันคามิเลียก็เหมาะกับภูมิประเทศญี่ปุ่นนะ



วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ลอดต้นศักดิ์สิทธิ์


ที่ศาลเจ้า "Kumano-Nachi" ที่เพิ่งไปมา


มีต้นการบูร (←คิดว่า) ที่อายุ่มากกว่า 800ปี
ต้นศักดิ์สิทธิ์ก็เลยมีเชือกมัด


ข้างในโพรง เราเข้าไปข้างในได้
เรียกว่า "Tainai kuguri" แปลตรงๆว่าการลอดมดลูก
อาจจะเป็นหิน ต้นไม้ ถ้ำ อไรๆที่มีรู
เชื่อกันว่าการลอดจะได้เกิดใหม่ หรือ ได้บุญ หรือ ล้างบาปได้


มีไม้พิเศษ เราเขียนประสงค์ที่นั้น และลอดต้นไม้
เขียน เช่น สุขภาพ ทางธุรกิจ การศึกษา ความรักฯลฯ
ข้างในกว้าง มีบันไดขึ้น


ที่เมืองไทยก็มีนะ 
นี้วัดบ้านมอญ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
มีต้นโพธิ์แฝดต้นใหญ่ๆ


บน และ ลอดอธิษฐาน
ที่นี่คนชอบไปขอเลขหวย
คุณป้าเล่าให้ฟังว่าบางคนดูเลขบนใบต้นโพธิ์ซื้อหวย และถูกบ้าง
ฉันรีบหาใบไม้เช่นกัน แต่ไม่มีเลย
คนเอาไปหมดแล้ว



วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ไปแสวงบุญที่คุมะโนะมา โคโด


เพิ่งไปคุมะโนะโคโด (Kumano Kodo) มา เป็นเส้นทางเก่า
คนสมัยก่อนใช้เส้นนี้ไปแสวงบุญ (pilgrimage) นมัสการศาลเจ้า 3 แห่ง
เป็นมรดกโลก อยู่ในจังหวัดวาคายาม่า
มีเส้นทางหลายๆ
ฉันได้เดินครึ้งทาง ใช้เวลา 3 วัน


เดินทางเส้นอย่างนี้
ฉันไปคนเดียว ไม่ค่อยเจอคนอืน
นานๆเจอคนก็ทักทาย และคุยบ้าง


คนร้ายไม่มาเข้าไกลอย่างนี้นะ (I hope!) มันลำบากมาก
คนที่เจอก็คนดี
แต่อาจจะมีผีนะ
ผีแบบเรียกว่าอะไรน้า เราเรียกว่า "โยคะอิ" (Yokai)ไม่ใช่ผีคนตาย...
ที่เมืองไทยก็มีเยอะก็คงรู้ความหมายฉันนะค่ะ
นี้กษิติครรภ์ (Ojizo-san)


เดินวันละ 5-6 ช.ม. เมื่อยขา แต่ก็สนุก
ส่วนใหญ่เดินในปา แต่ช่วงๆมีที่วิวสวย


เดินข้างแม่น้ำ 


 มีน้ำตกที่สูงสุดในญี่ปุ่นก็มี "น้ำตกนาชิ" (Nachi)
ซึ่งศักดิ์สิทธิ์มาก สมัยก่อนคนปฏิบัติใต้น้ำ



แวะกินไอศครีมน้ำตาลอ้อย และ บ๊วยบ้าง
(ซึ่งมีชื่อเสียงแถวนี้)


เดินเยอะ กินเยอะ
แช่น้ำพุร้อนด้วย สบายมาก


 ศาลเจ้า "Kumano-Nachi"


 ที่นี่นับถือนกอีกามี 3 ขา เรียกว่า"Yatagarasu"
พระเจ้าส่งนกตัวนี้เพื่อช่วยเหลือจักรพรรดิ Jimmu ที่ลงทางในปา


นี้ศาลเจ้า "Kumano-Hongu"
เห็นนกอีกามี 3 ขาที่ซายมือไหม
ตอนนี้ใช้เป็นโลโก้ฟุตบอลญี่ปุ่นนะ


ศาลเจ้า "Hayatama"
ฉันได้นมัสการศาลเจ้า 3 แห่งเจ้า
คร้าวหน้าอยากจะเดินอี่กครึ้งทางเจ้า


รายละเอียด ดูที่นี่นะค่ะ

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เดินซ้ายขวาแซงก็ไม่โดนคน


เมืองในญี่ปุ่นไปในก็มีแต่คน คน คน คน คน !!
ฉันไม่ชอบเมืองใหญ่เพราะว่าคนเยอะ
คนต่างชาตบางคนถามว่า "มีงานนเทศกาลหรือ"
ไม่ใช่ ไมใช่ ถ้าอย่างนั้นเรามีเทศกาทุกวัน (ก็สนุกดีเหมือนกันนะ)

ตอนเป็นวัยรุ้น ฉันชอบไปซื้ของที่เมืองใหญ่ๆ
แต่ตอนนี้ชอบความเงียบสงบ และ ธรรมชาติมากกว่า
ถ้าไม่มีธุระจริงๆก็ไม่เข้าเมืองแล้ว

ที่น่าอัศจรรย์คือไม่มีใครชนเลย
เค้าเดินซ้ายขวาแซง แต่ก็ไม่ชนคน หรือ โดนคน
น่าประทับใจมาก
เค้าคงสามารถขับรถที่กรุงเทพๆได้สบายกระมัง

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทำซอสพอนซึเอง


ช่วงนี้ผลต่างๆออกมากมายพร้อมที่จะทาน
นี้ต้น "คาโบซุ" (kabosu) คล้ายมะนาว 


ปีนี้ต้นคาโบซุที่บ้านออกลูกเยอะ กินไม่ทัน สีเริ่มเปลียนนเป็นสีเหลือง
ฉันก็เลยเก็บบ้าง ว่าจะทำเป็น "ซอสพอนซึ" (ponzu) จะได้เก็บนานๆ
ซอสพอนซึเริ่มรู้จักกันในคนไทยใช่ไหม


ปีบคาโบซุ หอมจัง



ถ้ากินเลยเป็นน้ำชิมก็ปีบมะนาว และ พสมกับซีอิ๊วก็พอ
แต่คราวนี้ทำเปป็นซอสพอนซึที่อร่อยๆ
ฉันพสมกับปลาคาซึโอะแห้งฝอย กับ มิรินด้วยตามสูดนี้
น้ำคาโบซุ 500ml
ซีอิ๊ว 500ml
ปลาคาซึโอะแห้งฝอย 60g
คอมบุ (สาหร่ายชนิดหนึง) 12cm


ถิ่งไว้ 24 ช.ม. และ กรอง
เก็บไว้ในตู้เย็นก็สามารถกินได้เรื่อยๆ
แต่ถิ่งไว้ 3 เดือนขึ้นไปจะอร่อยกว่า
รสจะกลมกลืน
คาโบซุเปลี่ยนเป็นมะนาวชนิตอืนๆก็ได้ 
ฉันเคยใช้มะนาวไทยทำค่ะ
ซอสพอนซึเอาไปทำน้ำสลัดก็ได้ พัดก็ได้
ที่บ้านฉัน ใช้เป็นน้ำชิมของสุกิ้ญี่ปุ่นค่ะ

อ่านเพิ่ม
ซอสพอนซึแบบง่ายๆ click here



วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หน้าเกาลัด


ฤดูใบไม้ร่วงมีลูกเกาลัดออก


เอาไปหนึ่ง ต้ม ปิ้ง กินอย่างไรก็ได้


ฉันทำเป็นข้าวเกาลัด
เปลือกแข็งมาก ปอกลำบาก แต่ก็คุ้ม
หุงด้วยเหล้า ซีอิ๊ว เกลือ
หวาน เค็ม อร่อย